ข้อมูลพื้นฐาน

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับจังหวัดระยอง และมาบตาพุด

               ระยองเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศ เป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยในระยะแรกเป็นเมืองเกษตรกรรมที่มีชื่อเสียงเรื่องผลไม้ ต่อมาจังหวัดได้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากรุงเทพ และมีความสงบ สวยงามเป็นธรรมชาติมากกว่าเมืองพัทยา จุดเปลี่ยนของจังหวัดระยองคือการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำให้รัฐบาลได้จัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard Development Program) ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง ปรับเปลี่ยนจากเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรม พ.ศ. 2551 รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ คือ 1,011,476 บาท/คน ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เท่ากับ 597,656.9 ล้านบาท โดยผลผลิตมาจากสาขาการทำเหมืองแร่ เหมืองหิน การผลิตอุตสาหกรรม ประมาณร้อยละ 80.29

ความเป็นมาของการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด

                การดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 ของประเทศไทย (พ.ศ. 2520 – 2524) ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันและความแปรผันของตลาดการเงินระหว่างประเทศจึงส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจของโลกเกิดภาวะเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งยังนำมาซึ่งปัญหาการว่างงานที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

                สภาพการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและโดยตรงต่อเศรษฐกิจของไทยซึ่งไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทันเวลา ดังนั้นเพื่อรับมือกับสภานการณ์วิกฤติการณ์น้ำมันที่เกิดขึ้นรัฐบาลจึงได้เร่งหาแนวทางเพื่อการพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น ก๊าซธรรมชาติ และเพิ่มการใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานอื่นๆ จากแหล่งภายในประเทศ เช่น ลิกไนต์ พลังน้ำ รวมทั้งการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน และปรับโครงสร้างการผลิตควบคู่ไป ผลของการพัฒนาที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดปัญหาการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งทำให้เกิดปัญหาความแออัดและปัญหาสังคมเมืองตามมา  

                เพื่อแก้ไขปัญหาด้านพลังงานและการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในแผนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 จึงได้มีแนวทางดำเนินการโดยเร่งรัดพัฒนาเขตอุตสาหกรรมในบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ 3 จังหวัด ในบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทราทั้งนี้เพื่อให้เป็นแหล่งที่ตั้งของอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน อุตสาหกรรมและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ซึ่งจะใช้เป็นวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคอลและอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี   นอกจากนี้ยังส่งเสริมนิคมอุตสาหากรรมในภูมิภาค รวมทั้งสำรวจความเป็นไปได้แถบฝั่งทะเลอื่นๆ เพื่อใช้เป็นเขตอุตสาหกรรมพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

                เหตุผลหลักที่รัฐมีแนวทางส่งเสริมให้เกิดการกระจายอุตสาหกรรมไปยังพื้นที่ในบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เนื่องจากภาคตะวันออกเป็นภาคที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่นๆ ของประเทศ โดยผลผลิตรวมของภาคในปี 2522 มีสัดส่วนถึงร้อยละ 13.4 ของผลผลิตรวมทั้งประเทศ อีกทั้งมีอัตราการขยายตัวในช่วงปี 2519 – 2522 สูงถึงร้อยละ 12.4 ต่อปี ซึ่งนับว่าสูงกว่าของทั้งประเทศและของภาคอื่นๆ ทั้งหมด ในด้านสาขาการผลิตนั้นพบว่าสาขาการผลิตที่มีสัดส่วนสูงสุดในการผลิตของภาค คือ สาขาอุตสาหกรรมซึ่งสูงถึงร้อยละ 30.8 ของผลผลิตรวมของภาค

                การที่ภาคตะวันออกมีลักษณะโดดเด่นเนื่องมาจากมีข้อได้เปรียบหลายประการเช่น

–  แหล่งที่ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากกรุงเทพมหานครมากนัก

–  มีพื้นที่ติดต่อกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นแหล่งแรงงานและวัตถุดิบหลายอย่าง

–  พื้นที่ส่วนใหญ่ติดกับอ่าวไทยทำให้เป็นช่องทางเข้าออกที่สำคัญของสินค้า

–  สินค้าจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ใกล้เคียง สามารถส่งออกไปต่างประเทศโดยไม่ผ่านกรุงเทพฯ

–  มีปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างสมบูรณ์ เช่นโครงข่ายด้านคมนาคมและสื่อสารเชื่อมโยงที่ดี มีสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือน้ำลึก และกิจการขั้นพื้นฐานอื่นๆ ที่ได้เปรียบกว่าภาคอื่น

–  มีพื้นที่ใกล้เคียงกับแหล่งก๊าซธรรมชาติในทะเล ทำให้สามารถขนส่งก๊าซขึ้นบกโดยใช้ต้นทุนต่ำกว่าพื้นที่อื่น 

                ด้วยองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ได้ทำให้ภาคตะวันออกสามารถจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่หลายประเภท จากสภาพภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาดังกล่าวข้างต้น รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก อันได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา รวมเนื้อที่ประมาณ 8.3 ล้านไร่ และมีประชากร 1.6 ล้านคน ให้เป็นศูนย์กลางความเจริญและแหล่งที่ตั้งของอุตสาหกรรมหลักของประเทศในอนาคต โดยรัฐบาลมีแผนการที่สำคัญในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก 8 แผนการ คือ

1)            แผนการส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้แก่ โครงการส่งเสริมให้เอกชนลงทุนด้านอุตสาหกรรมขนาดย่อมและขนาดกลางที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษบริเวณแหลมฉบัง และโครงการอุตสาหกรรมหลักต่างๆ บริเวณหนองแฟบ มาบตาพุด เช่น โซดาแอช ปุ๋ยเคมี เหล็กและเหล็กกล้า เป็นต้น

2)            แผนพัฒนาโครงข่ายบริการขั้นพื้นฐาน เช่น โครงการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์สัตหีบและโครงการวางท่อน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำดอกรายไปยังมาบตาพุดและสัตหีบ เป็นต้น

3)            แผนการพัฒนาแรงงาน ได้แก่ โครงการส่งเสริมการศึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานฝีมือในกิจกรรมอุตสาหกรรม

4)            แผนการสาธารณสุข ได้แก่ โครงการจัดตั้งศูนย์ หรือสถาบันอาชีวอนามัยในเมืองใหม่

5)            แผนการพัฒนาเมือง ได้แก่ โครงการพัฒนาเมืองหลักชลบุรี เมืองรองระยองและฉะเชิงเทรา และโครงการพัฒนาเมืองใหม่ที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรม

6)            แผนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โครงการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมบริเวณแหล่งต้นน้ำลำธาร และโครงการควบคุมสภาวะแวดล้อมเป็นพิษจากการประกอบกิจกรรมอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว

7)            แผนการปรับปรุงความเสื่อมโทรมของดินและการผลิตทางการเกษตร ได้แก่ โครงการส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น

8)            แผนการศึกษาเพื่อวางแผนแม่บท ได้แก่ โครงการศึกษาเพื่อวางแผนแม่บทของพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และโครงการศึกษาออกแบบความเหมาะสมทางวิศวกรรมของโครงการที่ได้กำหนดไว้

                อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกมีปัญหาและข้อจำกัดในพื้นที่ที่จะต้องแก้ไข 3 ประการ คือ

1)            การขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค สำหรับแหล่งอุตสาหกรรมและชุมชนใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากแหล่งน้ำในปัจจุบันมีจำนวนน้อยและขาดแคลนพื้นที่ที่เหมาะสมกับการพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่

2)            ปัญหาการเวนคือที่ดิน เพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมในบริเวณพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้เป็นแหล่งที่ตั้งอุตสาหกรรมหลัก เนื่องจากระดับราคาที่ดินในบริเวณดังกล่าวได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลายเท่าตัว

3)            ความเชื่อมโยงการพัฒนาระหว่างพื้นที่ การพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดนี้ จะต้องคำนึงถึงความเชื่อมโยงของกิจกรรมการพัฒนาระหว่างพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและกรุงเทพมหานคร คือจะต้องให้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภาคที่มีขนาดใหญ่และฐานะเศรษฐกิจล้าหลังที่สุด ขณะเดียวกันการพัฒนาภาคตะวันออกจะต้องเป็นฐานรองรับความเจริญทางเศรษฐกิจที่จะกระจายออกจากกรุงเทพฯ ในอนาคตตามนโยบายการกระจายความเจริญออกจากกรุงเทพฯ ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ด้วย

                ผลการพัฒนาตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 โดยเร่งรัดพัฒนาเขตอุตสาหกรรมในบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกทำให้ปัจจุบันพื้นที่ในบริเวณมาบตาพุดกลายเป็นแหล่งที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม (รูปที่ 2.1)

 

รูปที่  โครงการพัฒนาด้านบริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ที่มา:               สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มาบตาพุด

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับมาบตาพุด                  ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับมาบตาพุดได้นำเสนอแล้วในบทที่ 2 (2.3 มาบตาพุดจากอดีตถึงวันนี้) ทั้งในเรื่องประวัติความเป็นมา และสาเหตุของปัญหา ตลอดจนวิวัฒนาการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2535  จนถึงปัจจุบัน การเก็บข้อมูลก่อนหน้านั้นทำได้ยากเนื่องจากไม่มีการจดบันทึก ต้องลงพื้นที่เพื่อสอบถามคนที่เคยอาศัยอยู่เดิมแต่ก็ไม่ค่อยได้คำตอบมากนัก เนื่องจากย้ายมาจากที่อื่น หลังจากตั้งนิคมอุตสาหกรรม                 ผู้วิจัยจึงได้ค้นหาจากภาพเก่า เพราะตั้งแต่ พ.ศ. 2520 หาดทรายทองอันเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในปัจจุบัน ยังไม่เป็นสถานที่ที่คนนิยมมาพักผ่อน เพราะการเดินทางไม่สะดวก และค่อนข้างเปลี่ยว แต่กลับเป็นสถานที่พักตากอากาศทุกปีของนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะเพื่อนมีบ้านพักตากอากาศที่นั่น (เจ้าของบ้านคือ คุณอดินันท์ สิงหิรัญและคุณมาเรีย เกตุเลขา ซึ่งเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น) ในการเดินทางจะต้องนั่งรถบัสจากรุงเทพมาลงที่ถนนใหญ่ แวะซื้อเสบียงอาหารที่ตลาดสำหรับการพักค้างคืน 2-3 วัน แล้วหาเช่ารถสองแถววิ่งเข้าไปส่งใช้เวลาเดินทาง ประมาณ ครึ่งชั่วโมง ที่ดินส่วนใหญ่จะเป็นดินทราย แห้งแล้ง ผ่านไร่มันสำปะหลังจนถึงบ้านพักริมหาด และจะต้องนัดรถสองแถวคันเดิมมารับ เมื่อถึงที่พักก็อยู่อาศัยได้สะดวก เพราะสามารถซื้ออาหารทะเลจากชาวประมง และมี ปูลมจำนวนมาก รูปที่ 4.5 เป็นภาพที่แสดงถึงหาดทรายทอง ในปี พ.ศ. …

View page »

ระยอง

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับจังหวัดระยอง ระยองเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศ เป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยในระยะแรกเป็นเมืองเกษตรกรรมที่มีชื่อเสียงเรื่องผลไม้ ต่อมาจังหวัดได้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากรุงเทพ และมีความสงบ สวยงามเป็นธรรมชาติมากกว่าเมืองพัทยา จุดเปลี่ยนของจังหวัดระยองคือการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำให้รัฐบาลได้จัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard Development Program) ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง ปรับเปลี่ยนจากเกตรกรรมและการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรม พ.ศ. 2551 รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ คือ 1,011,476 บาท/คน ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เท่ากับ 597,656.9 ล้านบาท โดยผลผลิตมาจากสาขาการทำเหมืองแร่ เหมืองหิน การผลิตอุตสาหกรรม ประมาณร้อยละ 80.29 ขนาดที่ตั้ง จังหวัดระยองมีพื้นที่ประมาณ 3,552 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,220,000 ไร่ (ตารางที่ 3.2) ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย ระหว่าง เส้นรุ้งที่ 12-13 องศาเหนือ และ เส้นแวงที่ 101-102 …

View page »

Leave a Reply